หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม (บ้านแค) จังหวัดชัยนาท

Luang Por Guay article 1

สมเด็จหลังรูป รุ่น 1 พิมพ์นิยม

(สกุ๊ฟพิเศษ) หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร
หลวงพ่อกวย ได้สร้างพระสมเด็จ ด้านหลังมีรูปของท่าน โดยที่เป็นรูปนั้น เป็นเนื้อผงนูนสูงขึ้นมา เป็นรูปของท่าน (บางสำนักก็นำรูปมาแปะติด ก็เรียกว่าสมเด็จหลังรูปเหมือนกัน แต่วันเวลารูปก็จะเสีย จืดจาง) พิมพ์และเนื้อ พิมพ์ที่นิยม และโด่งดังมาก คือ รุ่น 1 พิมพ์นิยม (พิมพ์กลาง) เล็กกว่ามาตรฐานเล็กน้อย พิมพ์นี้เนื้อนี้แพงติดอันดับประเทศ ชนิดที่เรียกว่าคล้องขึ้นคอไม่อายใคร หลวงพ่อสร้างไว้ 4-5 รุ่น จะขออธิบายไว้ดังนี้

1. รุ่นที่ 1 พิมพ์นิยม จะมีส่วนผสมของทรายแม่น้ำเนรัญชรา เป็นทรายขาว เม็ดเล็ก ผสมมากพระหนัก ผสมผง แร่ต่าง ๆ เกศา, พระธาตุ แกะแม่พิมพ์ได้สวย สูตรการทำ หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ฉัน ที่โรงงานผลิตกระเบื้อง ไม่ทราบโรงงานแน่ชัด และได้สูตรการทำเซรามิค (กระเบื้อง, ถ้วย) จากบริษัท ไดนาสตี, โสซุโก้, ยูเอ็มไอ 1, 2 ทางบริษัทได้ถวายแร่ต่าง ๆ ที่ใช้ผสมทำกระเบื้อง แร่ดินขาวมีอยู่ที่บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เป็นเรื่องแปลกต่อมา (พ.ศ. 2540) ผู้เขียนได้สัมปทานแร่จากเหมืองนี้ ไปส่งบริษัท 4-5 บริษัท ในสระบุรี ทรายแม่น้ำเนรัญชรา ใช้ผสมสร้างสมเด็จหลังรูปพิมพ์นิยมมากที่สุด แทบจะพิมพ์เดียวก็เป็นได้ พระนี้หนัก แตกหักชำรุดยาก ในด้านที่เป็นรูปก็แกะพิมพ์ได้สวย จึงจัดอันดับ 1 สำหรับ คนมีสตางค์ หลายล้านควรหาไว้ จารึกคาถาด้านบนรูปของหลวงพ่อ คือ “ยา นะ อิ ติ” คือคาถาห้ามอาวุธ ตัวหนังสือตรง

พระพิมพ์นี้ หลวงพ่อพิมพ์ 2 ครั้ง หลังจากครั้งแรกไม่พอแจก พิมพ์ครั้ง 2 ใส่ทรายน้อย แต่ใส่ผงสมเด็จโต, ผงหลวงพ่อ, แร่, พระธาตุ เกศา เหมือน ๆ กัน

พระพิมพ์ แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ พิมพ์นิยมเรียกว่าพิมพ์หน้าหนุ่มส่วนพิมพ์รองนิยม เป็นพิมพ์หน้าแก่ ขนาดเดียวกัน แกะแม่พิมพ์ รูปของท่านไม่สวยนัก พบน้อยมาก อาจดูไม่สวย เลยทำน้อย คนชื่อแดง โพธิ์ทอง บ้านอยู่เดิมบาง ได้ทำบุญมากับอาจารย์ถนอม 20 บาท ปัจจุบันพระอยู่กับคนบัญฑิต เก่งทอง (ฑิต ท่ายาง) เพชรบุรี

พระสร้างประมาณ พ.ศ. 2500-2510 ในการสร้างพร้อมกันนี้ หลวงพ่อสร้างพิมพ์ใหญ่ด้วย แต่นายช่างได้แกะแม่พิมพ์ตกหล่น ด้านที่เป็นรูปท่านช่างแกะแม่พิมพ์แกะตกตัวคาถา ยา นะ อิ ติ คือ ไม่มีคาถา พระนี้สร้างพร้อมกันแต่ใส่ทรายน้อย พระมี 2-3 สี (น้ำตาล, เปือกไข่ผสมสีดอกมะลิ (รุ่น 1 นิยมก็สีนี้ มีน้ำมันตัวอิ้วผสมเล็กน้อย))ฃ

1.1 นอกจาก 3 พิมพ์ที่กล่าวข้างต้น หลวงพ่อยังทำ ชนิดรูปท่านเฉย ๆ ด้านที่เป็นสมเด็จไม่มี แกะพิมพ์ไม่สวย
พระสมเด็จหลังรูปนี้ นายช่างได้ทดลองพิมพ์ โดยใช้ดินน้ำมันกดให้ดู 2 องค์ กดให้ดูเฉพาะด้านที่เป็นรูปของท่าน กรรมการวัดได้นำมาโชว์ ที่ตู้พิพิธภัณฑ์ไว้ให้ศิษย์ดู เพื่อใครชอบจะได้ถามไถ่ และขอทำบุญ ตู้พิพิธภัณฑ์ของท่าน กว้างยาวเท่า ๆ โต๊ะ เขียนหนังสือ เคยนำหนุมานลอยองค์รุ่น 1 และรุ่นเดียว มาตั้งโชว์ 2-3 องค์ นอกนั้นหลวงพ่อจะใส่มีด, พร้า, คฑา, หวายเสก, ตะพรต, กระดูผีสด, แร่, มีดหมอใช้แล้ว, แซ่ม้า, ตะขอช้าง, ว่านยา รักษาโรค, ไม้เท้าเพชรกลับ, ไม้เท้าตีสุนัข (ระดมเรียกศิษย์), นางกวักบูชา 1 องค์ แร่ใส่ไหเอาไว้, พระหินแกะนั่ง, ยืน แกะแบบง่าย ตก 20 องค์ หินทำน้ำมนต์ เขาสารพัดดี, หวายตีผี, ตะพรตไม้เท้าเพชรกลับฯ

2. สมเด็จหลังรูป ครั้งที่ 2 ทำจากเนื้อปรกโพธิ์ แต่ทำเฉพาะพิมพ์ใหญ่ พระส่วนกลางพบน้อย ร้านทำธูป ได้บูชาไว้ราคาไม่แพง ตอนพระแตกกรุ เช่าไว้ 3 แสน ใส่เป้เต็มเป้เลย เนื้อปรกโพธิ์นี้, ยังนำมากด ในพิมพ์วัดชิโนรส, สมเด็จหลังมะอะอุ เนื้อที่คล้ายกัน คือ ปรกโพธิ์เล็ก (แต่ปรกโพธิ์เล็ก ผสมดีสัตว์ พระเลยออกมาฟู ๆ) สร้าง พ.ศ. 2513

3. พระสมเด็จหลังรูป ครั้งที่ 3 สร้าง พ.ศ. 2515 สั่งทำโดยคุณหมอเฉลียว เดชมา สั่งทำ หลวงพ่อป่วย ได้มาพักบ้านญาติที่วัดหนองอีดุก หมอเฉลียว เกรงหลวงพ่อจะมรณภาพ ได้ขออนุญาตสร้างพระ มีหลังรูปพิมพ์ใหญ่ กับปรกโพธิ์ 9 ใบ เนื้อสีเหลืองและสร้าง พิมพ์ต่าง ๆ เช่น มะ อะ อุ, ปรกโพธิ์เล็ก, อกใหญ่หลังยันต์ฯ พระสร้างมากพอสมควร ออกปี 2515 ศิษย์ไม่ชอบเห็นว่าอ่อนมวลสาร เอามือลูบหน้าตาพระของท่าน ท่านเลยสั่งเก็บหมดเลย ไม่ยอมจำหน่าย พระชุดนี้สีน้ำตาลแห้ง เมื่อแตกกรุศิษย์เก็บหมดเลย ไม่ย้อนกลับมาเลย

4. สมเด็จหลังรูป ครั้งที่ 4 เป็นสมเด็จพิมพ์ที่เรียกว่า เนื้อกระดูกผี เป็นพิมพ์ใหญ่ เนื้อในแกร่งแป้งสีขาว แต่ใช้แป้งเปียก (กาว) ทาผสมแป้ง เป็นตัวเผื่อลองพิมพ์ เมื่อเนื้อเก่าคราบแป้งก็จะแห้ง ไม่สวยเลย ต่อมาหลวงพ่อได้ใช้แต่แป้ง รองพิมพ์ตอนหลัง ๆ แต่พระก็หดตัว มีผงสีดำของโคตรเหล็กไหล เป็นละอองเล็กน้อย พระถ้าแห้งได้ขนาดจะดูง่าย ราคาแพงเป็นที่ 2 (จากพิมพ์นิยม) ตอนหลวงพ่อพิมพ์พระตอนเย็น (4-5 โมงเย็น) ตำผงสรงน้ำ 3-4 โมง พิมพ์พระ5-6 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม พิมพ์เสร็จ เสกก่อนเลยทุกวัน ทำได้วันละ 1 ลูกมะพร้าวน้ำหอมรวมเปลือกด้วย (น้ำหอมขนาดใหญ่) ตอนตำผง, พระช่วยตำ, หมอเฉลียวช่วยตำ, หลวงพ่อใส่มวลสารเอง แต่ตอนพิมพ์พระท่าน พิมพ์เองในกุฏิ ตอนเช้าฉันเช้าแล้ว (9-10 โมงเช้า) ท่านนำกระดูกผีสด ไม่ได้เผา เป็นกระดูกเชิงกรานของผีโบราณ ขนาดใหญ่มาก มาขูดเอาผงกระดูก ด้านในเชิงกราน ใช้ช้อนขูด, กระดูกมีมาก วันหนึ่ง ๆ ขูดได้เป็นกระป๋องโอวัลติน เมื่อผู้เขียนถามว่าเป็นกระดูกของใคร ท่านพูดว่า เป็นกระดูผีผู้หญิง ตายทั้งกลม ไม่ไปเกิด เลยไปโปรดเขา ให้ไปเกิด ขอกระดูกเขามา เขาเป็นห่วงกระดูก ยึดติดอยู่ ขุดมาจากวัดสระเปรียญ (วัด อ.เย็น) ขุดตอนเป็นป่าช้า กระดูกอีมะลิ กูก็ขอมันมา มันก็ตายท้องกลม ใช้ได้เฉพาะผู้หญิงตายท้องกลม ตอนนั้นหลวงพ่อทำพระสมเด็จหลังรูปรุ่นกระดูกผีอยู่ ถามไปถามมาท่านก็รับว่า นำไปผสมทำ ท่านเคยพูดว่า ถ้ากำลังจิตของเราเริ่มอ่อน (แก่ชรา, ป่วย, ขันธ์ 5 รบกวนมากไป) ถ้าจะเสกพระให้ขลังให้ขึ้นท่าน พูดว่า ให้เรียกวิญญาณผีตายโหง เข้าช่วย (พระพิมพ์นี้ เดิมผู้เขียน ทำหนังสือปกแดง ความรีบ ไม่มีเวลาแก้ไขข้อมูลไม่พอ ได้เขียนไว้ว่า รุ่น 1 คือ รุ่นพิมพ์นิยม, รุ่น 2 คือ รุ่นผงผี กราบขอโทษด้วย (แก้ไขดีกว่าแก้ตัว แต่มันก็คล้าย ๆ กัน) ส่วนฟัน ที่เคยลงไว้ พบ 2 องค์ (จริง ๆ 12 ซี่ ผู้เขียนรวมไว้ ผู้เขียนเคยคล้องฟัน แบบองคุลีมารเลยเคยไปกราบหลวงปู่ธีร์ ลำปลายมาศ บุรีรัมย์ ท่านทักว่าไอ้องคุลีมารน้อย ผู้เขียนเคยมีของหลวงพ่อเดิม หนองโพธิ์, หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์, หลวงพ่อโม วัดจันทนาราม, หลวงพ่อเฒ่า วัดคังคาว, หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง, หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเลก็เคยมี เดี๋ยวนี้ไม่เหลือแล้ว (หลวงพ่อปากคลองก็เคยมี ไม้เท้ายังเคยมี) ในการสร้างครั้ง 4 กระดูผีนี้ หลวงพ่อสร้างแบบหลังเรียบ แบบสมเด็จทั่วไปด้วยและสร้างสมเด็จที่มีแต่รูปของท่าน

5. สมเด็จหลังรูป ครึ่งองค์ ครั้งที่ 5 ในงานฝังลูกนิมิต กรรมการวัดและหลวงพ่อ ได้สั่งทำพระสมเด็จพิมพ์ต่าง ๆ ขึ้น เพราะวัตถุมงคลของเก่าหลวงพ่อจำหน่ายถูก คงไม่พอสร้างโบสถ์ให้เสร็จ และสร้างศาลาด้วย กรรมการวัด จึงสั่งทำสมเด็จ แบบต่าง ๆ ดังนี้ พ.ศ. 2521

5.1 สมเด็จหลังรูปครึ่งองค์ รูปด้านหลังเป็นกรอบกระจก ปรากฏว่า สมเด็จหลังรูปนี้ ได้รับความนิยม มีอภินิหารย์มากมาย
5.2 ได้สั่งทำ สมเด็จขี่สิงห์ หลังสิงห์ แตกลายงา, สมเด็จสีดำ หลังตัวหนังสือ, สมเด็จสีชานหมาก หลังตัวหนังสือพระ ข้อ 5.2 มีปลอมดูยาก เพราะใช้คอมพิวเตอร์แกะแม่พิมพ์ (ดำและแดง) ทำเหมือน

ข้อสังเกตและพิจารณา อ่านข้อเขียนของผู้เขียนแล้ว ลองพิจารณาดูว่า สมเด็จ 3 แบบนี้ ใครคือ มือวางอันดับ 1 แหวกม่านขนาดพอเหมาะทำก่อน ตัดกรรมได้ (อกใหญ่ พูดตอนทำอกใหญ่, ปรกโพธิ์ 9 ใบ แก้สถานการณ์ได้ ภายใน 5 วินาที 5-10 นาที อยู่ที่ไหนก็จะร่มเย็น) เพราะร่มโพธิ์เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้า (พุทธะ) ทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ตอนตรัสรู้ นางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส ขอตั้งชื่อและเรียกว่าต้นโพธิ์ และขอเรียกพระองค์ว่า พุทธะ เพื่อความสมบูรณ์ของสมเด็จหลังรูป จะขอนำอภินิหารย์ และที่มาที่ไปของสมเด็จหลังรูป เรื่องเก่า ๆ มาลงให้อีกที ส่วนอภินิหารย์สมเด็จหลังรูปของผู้เขียนเคยใช้อยู่ 20 ปี (รับราชการครู โรงเรียนวัดท่าทอง อยู่ห่างบ้าน 3 กิโลเมตรอยู่กับอาจารย์ผ่อง ศิษย์ของหลวงพ่อเก่งทางหมอดู ครอบให้ (หลวงพ่อ) เก่งสุดในทางหมอดู หลวงพ่อได้ให้โอวาทผม (เป็นครู), โอวาททหาร, ตำรวจ (เคยได้ยิน) จะเล่าไว้ตอนท้าย ส่วนผู้เขียนอยู่ทำงาน 20 ปี อยากตั้งชื่อตัวเองว่า ไอ้สมเพท, หรือไอ้ทุเรศ แต่สุดท้ายเมื่อได้ธรรมของอาจารย์ชา วัดหนองป่าพง พวกเขา, เพื่อน, ผู้บังคับบัญชา คือ คนที่มีบุญคุณ เขาตีเหล็กธรรมดา ให้ผู้เขียนเป็นเหล็กกล้า ยิ่งเบียดบังเท่าไร จิตใจของผู้เขียนยิ่งแกร่งเท่านั้น จะขอเล่าเรื่องเก่านะ เอาเรื่องใหม่ไว้ตอนท้าย

 

อภินิหารย์ตอนที่ 1 (ตอนตำนานพระสมเด็จวัดโฆสิตาราม)

 

ต่อไปจะกล่าวถึงกรรมวิธีสร้างพระพุทธรูปแบบที่เรียกว่าสมเด็จ พระสมเด็จนี้หมายถึงพระเครื่องที่มีรูปแบบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างตามแบบของพระสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆสิตาราม ผู้ยิ่งยง วิธีการสร้างพระสมเด็จนี้หมอเฉลียว เดชมา ศิษย์ใกล้ชิดเป็นผู้เล่าไว้ สำหรับหมอเฉลียวนี้บางคนอาจจะสงสัยว่าหมอเฉลียวกับผมใครใกล้ชิดหลวงพ่อมากกว่ากัน อันนี้ขอให้เข้าใจด้วยว่าหมอเฉลียวเขาใกล้ชิดกว่าผม ถ้าเทียบกัน ผมเป็นเพียงศิษย์หางแถวเท่านั้น คำว่าผมต่อไปนี้หมายถึงหมอเฉลียว เดชมา


พระสมเด็จของหลวงพ่อเป็นพระที่ทำได้ยากมาก เพราะพระของหลวงพ่อ หลวงพ่อต้องทำเองไม่ได้จ้างใครทำมาส่งให้ ส่วนผสมที่เป็นผงวิเศษนี้ เป็นผงวิเศษจริง ๆ ไม่ใช่ผงปูนพลาสเตอร์หรือปูนขาว หลวงพ่อต้องใช้กระดานชนวนสมัยโบราณมาลงอักขระเรียกสูตรอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ แล้วลบผงปลุกเสกอีกทีหนึ่ง เรียกว่าผงอิทธิเจ, ผมมหาราช, ผงปถมัง, ผงนะร้อยแปดฯ เป็นต้น แม้ดินสอที่ใช้เขียนลบผง หลวงพ่อยังปั้นเอง ด้วยดินสอพอง ผสมว่า 108, เกสร 108, ดินต่าง ๆ อีก ปั้นตากแดดปลุกเสกเอาไว้ก่อนแล้ว เมื่อได้ผงมากแล้วก็นำมาผสมกับว่าน 108 ข้าวตอกพระร่วง, แร่อาถรรพณ์ แม้แต่อาหารในปากของท่าน ถ้าท่านฉันอาหารมีรสอร่อย หลวงพ่อจะคายออกจากปาก แล้วตากแดดเอาไว้ ผงทำพระนอกจากผงทั่ว ๆ ไปแล้ว หลวงพ่อยังใช้ไม้ตีระฆัง ชื่อไม้คันทรงเอามาบดทำผง หลวงพ่อบอกว่าเอามาทำสมเด็จจะค้าขายดี เป็นเคล็ดลับของหลวงพ่อ นอกจากผงของหลวงพ่อแล้วยังมีผงวิเศษของครูบาอาจารย์ของท่าน และที่สำคัญคือ ผงวิเศษของสมเด็จพุฒาจารย์โตผสมอยู่ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง คือประมาณ พ.ศ. 2477 พี่ชายผมได้มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ได้พักที่วัดระฆังโฆษิตาราม พี่ชายเล่าว่าปีนั้นมีพระจำพรรษามาก พระเลยให้เด็กวัดไปนอนที่กุฏิเก่ารกรุงรัง ที่กุฏิเก่านี้ปกติไม่มีใครเข้าไปอยู่ เขาว่าผีดุเป็นที่เก็บโลงศพ ตู้เก่า, ใบลานเก่า, สมุดข่อยเก่า ๆ ของวัด ที่ตู้โบราณหลังหนึ่ง พี่ชายผมได้เจอผงวิเศษพร้อมผ้ายันต์และตำรายันต์เก่าของสมเด็จโต ที่สำคัญคือ มีสมเด็จวัดระฆังที่ท่านทำแล้วปนอยู่ 10 กว่าองค์ สมัยนั้นพระสมเด็จของสมเด็จโตก็ไม่ดังอะไร ราคาก็ไม่แพง ภายหลังยังเปิดกรุที่วัดบางขุนพรหมอีกประมาณ พ.ศ. 2500 กว่า ๆ พระมีมาก เมื่อพระรู้เรื่องที่พี่ชายผมได้พระสมเด็จโตก็มาขอเอาไปบ้าง เหลืออยู่แต่ที่ติดตัวกับได้ถวายหลวงพ่อกวยเอาไว้ ส่วนผงได้ถวายหลวงพ่อกวยจนหมด ผงมีมาก 1 ห่อใหญ่ พระสมเด็จที่เหลือที่พี่ชายผมนี้ ภายหลังมีคนมาให้ราคาเป็นแสนบาท หลวงพ่อได้นำผงวิเศษของท่านผสมกับผงของสมเด็จโตทุกพิมพ์และทุกรุ่นเมื่อได้ผงได้ว่านได้เกสรแร่ดี ๆ แล้วเอามารวมกันทำพระสมเด็จ บางทีมีหนูมากินผงของท่าน หนูยังแทงไม่เข้า ตอนกลางคืนถ้าไม่ปิดให้ดี จะมีค้างคาวมารุมกินผงของท่าน เมื่อหลวงพ่อว่างก็พิมพ์พระ พอลงมือโขลกผสมผงเกิดอัศจรรย์ ลูกศิษย์จะมารอหน้ากุฏิเต็มไปหมด ถ้าไม่ทำก็ไม่มาเท่าไร เพราะขณะหลวงพ่อโขลกผงหลวงพ่อจะว่ามนต์ไปด้วย พระก็จะทำลูกศิษย์ก็คอยยุ่งไปหมด ถ้าไม่ทำพระลูกศิษย์ก็ไม่ค่อยมาอัศจรรย์ หลวงพ่อถึงกับเอ่ยปากชมว่า “ผงสมเด็จโตนี่ก็แน่เหมือนกันน๊ะ โขลกผสมผงไม่ได้เลย ลูกศิษย์คอยจะมาเมตตา, โชคลาภดีแท้ ๆ แต่กูซิชักจะรำคาญแล้ว ไม่เป็นอันทำ อะไรยิ่งยุ่งก็ยิ่งมา” หลวงพ่อจะเลือกวันพิมพ์พระ เลือกเวลาด้วย เช่น ยามกากะบาตหลวงพ่อ จะไม่ทำพระเด็ดขาด ต้องเลือกทำยาม 4 ศูนย์ยามปลอดศูนย์ เป็นต้น ทีนี้หลวงพ่อปิดกุฏิทำพระ แขกก็มารอบางคนก็หาว่าหลวงพ่อพบยาก แถมหมาคอยจะกัดอีก เรื่องหมาของหลวงพ่อ มันไม่กัดใครจริง ๆ เลย มันกัดขู่ ๆ แต่กางเกงขาด จริง ๆ แล้ว หลวงพ่อท่านลงอาคมเย็บปากมันไว้ มันอ้าปากกัดใครแทบไม่ได้เลย ได้แต่ขู่ ๆ เท่านั้น

การทำพระลงพิมพ์ของหลวงพ่อจะผสมเนื้อในวันเดียวกันเนื้อหนึ่ง อ่อนแก่ต่างกันกะ ๆ เอา แล้วกดพิมพ์ลงในแม่พิมพ์ประมาณสอง-สามพิมพ์ ฉะนั้นบางครั้งจะพบพระคนละพิมพ์แต่เนื้อเดียวกัน หรือ พิมพ์เดียวกัน แต่คนละเนื้อเป็นต้น อันนี้ต้องดูให้เป็นจริง ๆ แต่ถ้าเคยเห็นก็ดูได้ พระของหลวงพ่อทำได้ยาก ท่านไม่ต้องการให้เอาออกจำหน่ายแค่แลกกับเงิน 10-20 บาท แต่ท่านอยากให้คนที่มีความทุกข์ร้อน เพราะค่าของพระท่านนั้นมีมาก หลวงพ่อจึงแจกให้คนมีทุกข์ร้อน กับคนที่อยากได้คือขอท่านนั่นเอง ท่านบอกท่านไม่อยากแจกให้คนที่ไม่ขอไม่อยากได้ ท่านว่าเดี๋ยวมันเอาไปทิ้งกันหมด มันนึกว่าตุ๊กตา ท่านว่าคนไม่รู้ค่าก็เหมือนไก่ที่ไม่รู้จักพลอย แต่ผมพูดกับท่านว่าไม่ใช่ไก่น๊ะ หลวงพ่อเลยพูดว่า “มึงเก็บไว้เถอะดี เก็บไว้เยอะ ๆ เมื่อกูตายไปแล้วจะหาพระที่ทำผงเอง พิมพ์พระเองแบบกูนี้ จะหาแทบไม่มีอีกแล้ว พระกูในวันหน้าจะหายากและแพงมาก แล้วมึงคอยดูก็แล้วกัน”

ขณะที่ผมเขียนวิธีทำพระสมเด็จของหลวงพ่อให้คุณเฒ่านี้ ก็พอดีมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาหาผม ชื่อ สำรวย ข้องหลิม พาคนมาหาผม มาถามผมว่ารู้จักหลวงพ่อกวยบ้างไหม ผมก็บอกรู้จัก เขาเลยลงรถและแนะนำตัวเองว่า ชื่อ ฉลวย นพรัตน์ บ้านอยู่มหาชัย อยากมาหาหลวงพ่อกวย คือ ผมกำลังมีปัญหาเรื่องคดีที่ดินมาหลายปีแล้ว เป็นความจนเงินหมด มีหนี้สินรุงรัง แก้ปัญหาไม่ได้ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้บอกเล่าพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกว่า ถ้าพระพุทธมีจริง พระธรรมมีจริง พระสงฆ์มีจริง ขอให้เขาได้พบกับพระที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยเขาได้ด้วยเทอญ ก็พอดีตกกลางคืนฝันว่า มีพระแก่ ๆ ผอม ๆ ผิวขาวเหลืองไปบอกว่าชื่อ หลวงพ่อกวย อยู่วัดโฆสิตาราม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ไปบอกให้ผมไปเช่าสมเด็จหรือเหรียญก็ได้ของท่านมาบูชาจึงจะช่วยได้ หรือถ้าได้สมเด็จที่มีรูปท่านอยู่ข้างหลังก็ยิ่งดี ผมจึงสืบเสาะหามาจนถึงที่นี่ แต่เงินผมไม่ค่อยมี คือมัวแต่เอาไปตีเป็นเลขหวยซะ แต่ยังดีที่ถูกบ้างและใช้เงินตามหาหลวงพ่อจนเงินจะหมดอยู่แล้ว ผม (หมอเฉลียว) นึกสงสารเลยให้พระของหลวงพ่อเท่าที่ผมพอจะมีอยู่นายฉลวยดีใจมาก พูดว่า ความเรื่องที่ดินคงจะสำเร็จแน่ เพราะผมฝันแปลกดี เพราะมหาชัยกับชัยนาทไกลกันมากแล้วหลวงพ่อไปเข้าฝันเขาได้อย่างไร ผมก็แปลกใจ วันอื่น ๆ ก็ไม่มา มาในวันที่ผมเขียนเรื่องให้คุณเฒ่า อยู่พอดี

พอดีหมอเฉลียว ได้เล่าเรื่องการสร้างพระสมเด็จไว้ ก็ขอเล่าเรื่องอภินิหารย์ของสมเด็จพิมพ์หลังรูปเอาไว้สัก 1 เรื่อง เรื่องพระเครื่องนี้เป็นเรื่องของจิตใจและการผูกพัน ถ้ามีอยู่แล้วไม่ได้บูชาก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเหมือนอิฐ เหมือนกระเบื้องอย่างนั้นคล้ายกัน ถ้าบูชาระลึกถึงบ่อย ๆ จึงจะดี เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ ต.พักทัน เจ้าของเรื่องชื่อสนิท เป็นคนจร แต่นิสัยดี มีอาชีพจำหน่ายพระของสำนักพุทธประทีป บังเอิญวันนั้นได้เดินเร่มาจำหน่ายพระที่บ้านนายอู๋ หมู่ 1 ต.พักทัน เห็นนายอู๋นอนซมอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน มีแผลเต็มไปหมดตัว ขาดการเอาใจใส่ ดูเนื้อตัวก็เปรอะเปื้อนขมุกขมอมน่าเวทนา นายสนิทก็ถามว่าเป็นอะไรไป เมียนายอู๋ก็ตอบว่าก็เมาน่ะซิ นอนหลับหนาว ๆ เอาผ้าห่ม ห่มก่อกองไฟให้อุ่น ไฟไหม้ผ้าไม่ยอมตื่น เดชะบุญไม่ตาย คือ ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว พอดีนายสนิทเหลือบเห็น เด็ก ๆ ลูกของนายอู๋ 2-3 คน เอาปอกล้วยมาลากพระเล่นอยู่ที่ลานบ้าน เป็นพระสมเด็จมีลวดถักไว้ นายสนิทเห็นเข้าก็ทุเรศทุรัง คิดในใจว่าบ้านนี้ทำไมเอาพระมาให้เด็ก ๆ ลากเล่น หรือเพราะนายอู่ทำอย่างนี้จึงไม่เจริญ ไฟจึงไหม้เอา มองดูสภาพบ้านน่าสังเวช ก็เลยไปหยิบพระที่เด็ก ๆ ลากเล่นกันเอามาดู ปรากฏว่าเป็นสมเด็จ ด้านหลังมีรูปเขียนว่าหลวงพ่อกวย เมื่อนายสนิทเห็นพระก็นึกชอบขึ้นมา จึงได้ขอเช่าจากเมียนายอู๋ เมียนายอู่บอกว่าเอาซิเหล้าขวดเดียว นานสนิทเลยควักสตางค์ให้ไป 150 บาท บอกว่าจะได้เหลือเป็นค่ารักษานายอู๋ และได้ถามทางมาวัดของหลวงพ่อกวย ระหว่างทางก็หยิบพระมาพิจารณาดูเห็นรูปด้านหลังของหลวงพ่อกวยมีรายถลอกปอกเปิก เกิดตื้นตันใจสงสารหลวงพ่อจนน้ำตาไหลทั้ง ๆ ที่นายสนิทไม่เคยรู้จักหลวงพ่อกวยมาก่อนเลย

เมื่อนายสนิทมาถึงวัดได้เอาพระให้หลวงพ่อดู พร้อมทั้งเล่าเรื่องให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อได้พูดว่าพระที่วัดนี้เอง เอาไปเก็บไว้บูชาเถิดดี จะร่ำรวย เมื่อหลวงพ่อพูดอย่างนั้น นายสนิทก็ดีใจไปตลาดซื้อหวย 4 ใบ ถูกรางวัลที่ 5 หนึ่งใบ เลขท้าย ๒ ตัวอีก ๓ ใบ คือถูกทั้ง 4 ใบเลย เมื่อถูกหวยนายสนิทได้เดินทางมากราบหลวงพ่อ ขอเช่าบูชาเฉพาะสมเด็จหลังรูปอย่างเดียว เช่าไปหลายสิบองค์ และเดินทางไปเยี่ยมนายอู๋กับเมีย ที่บ้าน หมู่ 1 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ปรากฏว่านายอู๋ตายแล้ว เมียนายอู๋เล่าว่า วันนั้นเมื่อได้เงินแล้วก็ไปซื้อเหล้ามากินกันหลายชวดกับนายอู๋ ๒ คน (เหล้าสมัยก่อนขายขวดละสิบกว่าบาทเท่านั้น) ปรากฏว่าคืนนั้นนายอู๋ก็สิ้นใจตาย เมียก็ไม่รู้เพราะเมา ส่วนนายสนิทเมื่อบูชาพระของหลวงพ่อกวย ก็มีแต่ความสุขความเจริญ ไม่ได้เป็นลูกจ้างเขาอีก หนี้สินก็ใช้หนี้ เขาหมด หวยก็ถูกบ่อย ได้เดินทางมากราบหลวงพ่อเป็นประจำอยู่เสมอ ครั้งหลังได้เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า แต่เดิมตัวเองติดการพนัน เหล้าและบุหรี่ แต่เมื่อมาบูชาพระสมเด็จของหลวงพ่อติดตัว ภายหลังเลิกได้หมดเลิกได้เอง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลิกได้ตั้งแต่เมื่อไร มานึกได้อีกที ก็ตอนที่เลิกได้แล้วนี่เอง นับว่าบารมีของสมเด็จหลวงพ่อนี้ดีแท้ ๆ

เรื่องนี้ก็เล่าให้ฟัง ความจริงเรื่องอภินิหารของสมเด็จหลังรูปนี้ยังมีอีกมากกว่านี้ และเหนือกว่านี้อีก โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟัง ก็ขอขอบคุณ หมอเฉลียว เดชมา ที่เล่าให้ฟังเรื่องวิธีสร้างพระผงของหลวงพ่อ

ปล.ปัจจุบันสมเด็จหลังรูปนี้มีปลอมทำได้คล้ายคลึง “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”

 

อภินหารย์ตอนที่ 2 (สมเด็กหลังรูป ตอน บูชาไว้ก็รวยได้)

 

หลวงพ่อสร้างพระพิมพ์สมเด็จไว้หลายแบบ ได้รับความนิยมจากศิษย์ทุกแบบ เพราะหลวงพ่อทำเอง เล่ากันว่าสมเด็จรุ่นแรก คือรุ่นแหวกม่าน และใน พ.ศ. 2513 หลวงพ่อสร้างรุ่นปรกโพธิ์ 9 ใบ ส่วนสมเด็จหลังรูปรุ่น 1 สร้างประมาณ พ.ศ. 2500 ส่วนรุ่น 2 สร้าง พ.ศ. 2513 ชนิดที่เป็นรูปท่านไม่มีสมเด็จก็สร้างประมาณ พ.ศ. 2517 นี้ นอกจากนั้นก็เป็นสมเด็จหลังเรียบพิมพ์ฐานผ้าทิพย์, พิมพ์พุทธกวัก สมเด็จหลังเรียบนี้มีหลายแบบ บางแบบก็ยืนยันไม่ได้ สมเด็จที่มีความนิยมสูงสุดนั้นคือ แหวกม่าน รองลงมาก็สมเด็จหลังรูปรุ่นแรกและปรกโพธิ์ 9 ใบ ปี 2513 สมเด็จรุ่นหลังรูปรุ่น 3 สร้าง พ.ศ. 2515 และรุ่น 4 สร้าง พ.ศ. 2516, 17, 18 (รุ่น 4 คือรุ่นกระดูกผี)

ในปีที่ท่านสร้างสมเด็จหลังรูปรุ่น 4 นั้น ผมได้นำว่านหลายชนิดที่ปลูกเองรดด้วยน้ำอาคม เช่น ว่านหนังแห้ง, กระชายดำ, ไพรดำ, หอกหัก, สบู่เลือก, มหาเมฆ นำเอาไปถวายท่านเพื่อทำพระ ว่านเป็นลังใหญ่ ๆ บางส่วนผมได้ตำเป็นผงล่อนเสร็จเอาไปถวายท่าน คือสมัยนั้นผมเป็นคนยากจน คนเราจนแล้วให้จนแต่ตัวอย่าจนน้ำใจ ผมคิดอย่างนั้น เมื่อท่านเห็นว่านเข้า ท่านดีใจยกเข้ากุฏิเลย ท่านบอกว่าว่านมหาเมฆนี้ดี ถ้าปลุกเสกให้ดีจะ กำบังได้ ภายหลังผมยังเก็บมะขามป้อมไปถวายท่าน เห็นท่านดองถวายพระ ผมก็ดีใจเก็บไปถวายประจำ รู้สึกท่านตื้นตันตันใจกว่าการถวายเงินมาก คือ เคยถวายเงินท่านเห็นท่านเฉย ๆ

สมเด็จรุ่น 4 ที่ว่าไม่สวยนี้ ปัจจุบันขนาดไม่ค่อยนิยมเท่าไร แต่ราคาเช่าหาเดี๋ยวนี้แพงมากเลย เพราะ คนที่นำไปใช้ มีโชคลาภดี ทำกินร่ำรวย เมตตากำบังดี แคล้วคลาดดี จะเป็นเพราะว่านมหาเมฆหรือเปล่าไม่แน่ชัด เพราะปีนั้นผมเห็นท่านเอาช้อนมาขูดกระดูกผีโบราณเอาไปผสมพระ แต่จะเป็นรุ่นนี้หรือเปล่าไม่แน่ชัด เพราะหลัง จากนั้นหลวงพ่อก็ไม่ได้พิมพ์พระอีกเลย เพราะมือท่านไม่มีกำลัง เรื่องผงผีนี้ผมไม่ยืนยันว่า ท่านจะใช้ผสมหรือเปล่า คือผมไม่กล้าถาม ท่านได้แต่พูดว่า ใช้ว่านผมผสมทำ แต่ผมไม่เคยเห็นตอนที่ท่านทำเลย

สำหรับอภินิหารสมเด็จหลังรูปรุ่น 4 นี้มีอภินิหารเล่าขานมากมายไม่แพ้รุ่นอื่น ๆ เช่นกัน จะขอบันทึก เอาไว้เล่าให้ฟังดังนี้

มีศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่งชื่อบุญยัง บ้านอยู่สิงห์บุรี เคยมากราบหลวงพ่อตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ เคยได้ พระของหลวงพ่อไปหลายแบบ เมื่อมีภรรยาก็ไปประกอบอาชีพบ้านภรรยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ อาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นครอบครัวที่ยากจน ประกอบอาชีพมาหลายปี มีแต่พอกับไม่พอเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น ภายหลังอดอยากแล้งแค้นมีหนี้สินรุงรังกลุ้มอกกลุ้มใจไม่รู้จะทำอย่างไร เที่ยวได้ไปหาหลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้ รดน้ำมนต์ก็ไม่มีผลอะไร อยู่มาวันหนึ่งได้ระลึกถึงหลวงพ่อกวยได้ แต่หลวงพ่อก็มามรณภาพเสียแล้ว จำได้ว่าเคยมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อ หลายอย่างจะลอง ๆ เอามาทำน้ำมนต์และอาราธนาติดตัว แต่เมื่อค้นดูปรากฏว่าไม่มีเลย ได้เอาให้พวกหมู่ไปจนหมด เพราะไม่ได้สนใจมานาน เมื่อไม่มีอะไรก็เลยจุดธูปขอพรต่อท่าน พอวันรุ่งขึ้นภรรยาได้เจอพระสมเด็จองค์หนึ่ง ด้านหลังมีรูปเขียนว่าหลวงพ่อกวย จึงถามสามีว่าใช่พระองค์นี้หรือไม่ นายบุญยังพอเห็นเข้าก็ดีใจจนน้ำตาไหล นึกไม่ถึงว่าพระนี้มาอยู่ได้อย่างไร ชะรอยหลวงพ่อคงจะไม่ทอดทิ้งตนเป็นแน่ พอตกกลางคืนก็เอาพระสมเด็จหลังรูป ใส่พานหาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา สวดมนต์ขอพรต่อหลวงพ่อทุกคืน ลูกเมียก็หัดให้กราบพระสวดมนต์ทุกคืน ได้ อธิษฐานว่า “ขอให้หลวงพ่อช่วยดลจิตดลใจให้ข้าเจ้านี้เกิดสติปัญญา ทำมาค้าขายให้ร่ำรวย ใช้หนี้ใช้สินเขาให้หมด ด้วยสาธุ” ประมาณเดือนเศษการค้าขายเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ พอมีเงินติดตัวเล็กน้อย พอดีเพื่อนฝูงมาชวนไปทัศนาจรที่ พัทยา นายบุญยังกับภรรยาปกติก็ไม่อยากไป แต่มานึกดูอีกทีอยากจะหาทำเลค้าขายใหม่ จึงได้ตกลงไปดู เมื่อไป ก็มองหาแต่ช่องทางทำมาหากินอย่างเดียว เมื่อไปกินก๋วยเตี๋ยวที่พัทยา ได้พูดคุยกับเจ้าของร้านซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวร้าน ไม่โตนัก ได้คุยถึงทำเลว่าขายดีไหม ที่ต้องเช่าเขาหรือเปล่า เหมือนหนึ่งว่าหลวงพ่อจะดลใจ แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวได้พูดคุยด้วยดี ได้พูดคุยว่าที่ไม่ได้เช่าเขาเป็นที่ของตัวเอง เป็นป่าชายเลนซื้อเหมาเขาไว้ของก็ขายดี คุณบุญยังได้พูดคุยว่าอยากจะมาค้าขาย อยู่ด้วยแต่จะไม่ขายก๋วยเตี๋ยวหรอก เดี๋ยวจะว่าเป็นการแย่งลูกค้ากัน แต่จะขายลูกชิ้นปิ้ง, ไส้กรอก จะมาขายอยู่ด้วยได้ไหม แม้ค้าก๋วยเตี๋ยวก็ดีใจหาย บอกให้มาอยู่เถอะจะได้เป็นเพื่อนกัน เมื่อกลับจากพัทยา คุณบุญยังกับภรรยาได้จุดธูปบูชาหลวงพ่อกวยกับสมเด็จหลังรูป ได้บอกเล่าต่อหลวงพ่อว่าจะไปอยู่พัทยาจะดีหรือไม่ คืนนั้นหลับไป ค่อนสว่างได้ฝันเห็นหลวงพ่อมาที่บ้าน หลวงพ่อได้พูดว่า “ไปเถอะดีทางใต้น่ะจะร่ำรวย หรืออาจจะถูกรางวัลที่ ๑ ก็ได้” พอตอนเช้าสองสามีภรรยาจึงได้ตัดสินใจขายของที่มีอยู่พร้อมกระท่อมหลังน้อย คงเหลือแต่หม้อข้าวกับเครื่องนุ่งห่ม เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป้าจากบ้านที่เคย อยู่อาศัย ด้วยเชื่อมั่นในหลวงพ่อ จากมาด้วยน้ำตา มีเงินติดตัว ๒,๐๐๐ บาท เมีย ๑ ลูก ๑ ขอไปตายเอาดาบหน้า ถ้าหลวงพ่อไม่ช่วย นั่งรถโดยสารมุ่งสู่พัทยาไม่บอกให้ใครรู้ เมื่อไปถึงก็อาศัยนอนกับเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว รุ่งเช้าก็ก่อเพิงปลูกร้านอาศัยใบจาก แล้วเปิดร้านขายลูกชิ้นปิ้ง, ไส้กรอก ปรากฏว่ามีคนที่มาเที่ยวกันมากทำให้ขายดี ส่วนนายบุญยังก็ขายล๊อตเตอรี่ให้กับนักท่องเที่ยว การค้าขายดีขึ้นมาก ต่อมามีเงินเก็บเป็นหมื่นบาท ร้านขายก๋วยเตี๋ยวก็ขายดีจนรวย จึงอยากจะไปอยู่ในเมือง จึงขายร้านให้นายบุญยัง พร้อมที่ดินที่เป็นป่าชายเลนมีแต่น้ำแฉะเนื้อที่ 500 ตารางวาได้ มีแต่ใบครอบครอง ใบชื้อขาย ขายให้เป็นเงิน 1 หมื่นบาท อยู่ต่อมาประเทศไทย ถูกชาวต่างชาติซื้อที่ดินที่ดี ๆ เอาไปซะมาก เศรษฐีที่ดินกลัวจะไม่มีที่อยู่ ก็ไปซื้อที่ตามต่างจังหวัด เศรษฐีขายที่ต่าง จังหวัดก็ซื้อ ที่ตามป่ากัน ซื้อกันดะไปหมด เรียกว่าป่าชายเลนทะเลเกาะภูเขา เหมาแหลก เขาว่าสาเหตุมาจากเกาะฮ่องกงจะถูกเวนคนให้จีนแผ่นดินใหญ่ เศรษฐีฮ่องกงที่รวยมาก ไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ กลัวถูกยิงแบบที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เลยมาหาที่อยู่ใหม่ เช่น อินโด, ฟิลิปปินส์ฯ รวมทั้งไทยด้วย

ทีนี้พูดถึงคุณบุญยังต่อ ในปี 2532 มีคนมาขอซื้อที่เขา 400 ตารางวา เขาให้ราคา 12 ล้านบาท วิ่งเต้นให้เสร็จ ที่ ๆ เหลืออีก 100 ตารางวา เขาทำ น.ส. 3 ให้อีกด้วย เขาเลยปลูกบ้านไป 2 ล้าน สมเด็จก็นำไปเลี่ยมทอง