หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม (บ้านแค) จังหวัดชัยนาท

หลวงพ่อกวย


เรื่องที่ 4 เรื่องอาจารย์แจ่ม ผู้พบตำราในโพรงไม้ มีเทวดารักษาอาถรรพ์แรงมาก เจ้าของคงจะตายลูก ๆ เลยนำตำราไว้ที่โพรงไม้ กันลมกันฝนด้วย พระแจ่มบวชพร้อมกับหลวงพ่อปีเดียวกัน (หลวงพ่อปรงก็บวชพร้อมกัน) พระแจ่มบวชพร้อมหลวงพ่อ (หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่านก็บวชปีเดียวกัน) พระแจ่มชอบเรียนคาถา อาคม บวชได้ 5-6 ปีก็ลาสิกขา (หลวงพ่อปรง ก็ด้วย รอดตายจากการจับกุมเลยกลับมาบวช) พระแจ่มสึกไปเป็นเสือปล้น ไปแย่งอาชีพอาจารย์ฝ้าย (เสือฝ้าย) เสือฝ้ายเลยส่งลูกน้องมาปราบ (ฆ่า) เสือแจ่ม เสือแจ่มเป็นเสือบุกเดี่ยว คล้ายเสือสางเฉา (สาง เป็นคำนำหน้าคนตาย) ภาคกลางเรียกอย่างนี้ แต่สางเฉา ยังมีลูกน้องอยู่ 6-7-8 คน ทางเสือฝ้ายส่งลูกน้องมาฆ่าเสือแจ่ม ตก 10 กว่าคน เจอกัน (ดัก) แถว ๆ ดงเทพรัตน์ เสือแจ่ม ยิงเสือลูกน้องเสือฝ้าย ตายไปหลายคน ใช้ปืนลูกซองยาวต่อสู้ ลูกซองยาวลูกปืนจะใหญ่โต พกพาลูกปืนได้น้อย ได้ยิงต่อสู้จนลูกหมด ลูกน้องเสือฝ้าย เลยรุกประชิดทุบตาย เสือแจ่มตายในลักษณะนั่งสมาธิตาย ตาเบิกโพลง สายแล้ว (ลูกน้องเสือฝ้าย หาดูของขลังในคอ หาไม่เจอ พบแต่รอยสัก) สายแล้ว มีไทยมุงมาแอบเก็บปลอกลูกปืน, ลูกปืน (หัว) มีพระมามุงด้วย รูปร่างผอม, ขาว, สูง เดินฝ่าเปลวแดดร้อน ๆ มา มาถึงก็เอามือปิดตาเสือแจ่ม ท่านพูดว่า “ชาติเสือชาตินักเลง ตายโหง ดีกว่าตายห่า” แล้วกูจะไปเยี่ยมมึงที่เมืองผี แล้วท่านก็คลำที่แขน เจอแหวนแขนของท่าน ท่านรูดแหวนแขนของท่านออกมาใส่ย่าม (เสือแจ่มใช้แหวนแขน) แล้วท่านก็เดินจากไป ผู้คนเลยเรียกหลวงพ่อว่า อาจารย์กวย, หลวงพ่อกวย ลูกปืนหัวลูกปืนทองเหลือง, หัวตะกั่ว ตกอยู่ที่หน้าตักเสือแจ่มมาก ขนาดกระป๋องใส่น้ำ ส่วนหลวงพ่อปรงท่านกลับมาบวช นับถือหลวงพ่อเป็นอาจารย์ วิชามนต์พระกาฬ หลวงพ่อปรงก็ได้ไป

เรื่องเสือหรือโจรยุคหลังสงคราม (2484) พวกเขาปล้นจี้ในจีนมีมากเป็นแสน ๆ คน ก๊กเล่าปี่ มีทหารที่มาจากโจรเป็นแสน ๆ คน นันทบุเรง, บุเรงนอง ก็เป็นเสือเป็นโจร ไม่ต่างกันเท่าไร เดินทางมาปล้นบ้านเรา อยากได้สมบัติของเรา เอาไฟสุมพระพุทธรูป เอาทองคำไป เพียงแต่โจรมันมีหลายระดับ เสาร์ อาทิตย์ ที่ 2-3 มกราคม 64 ทีวีเขานำเรื่องของขุนพันธ์ปราบโจร เขาก็สร้างได้ดี อนันดาเป็นพระเอกเป็นขุนพันธ์ เขาเป็นศิษย์สายเขาอ้อ ผมเชื่อว่าเขาเป็นของจริง ตัวจริง เหนียวจริง หลวงพ่อก็เป็นศิษย์ของเขาอ้อ ไปเรียนกับหลวงพ่อกล่อม สุราษฎร์ธานี เรื่องเสือภาคกลาง ผู้เขียนพอรู้จักเกิดทันแต่เล็กมาก มารู้จักกับเขา แต่ต่างวัย (เพื่อนต่างวัย) หลายคนประกอบกับมีผู้จดบันทึก แล้วนำมาพิมพ์เรื่องของเสือต่าง ๆ เขาพิมพ์ลงถุงพลาสติก (ถุงก๊อปแกร๊บ) เขาชื่อจู๋เปิดร้านแบบห้าง สะดวกซื้อ ถุงของเขาใครได้อ่านจะไม่ทิ้งถุงของเขาเลย เขารู้ละเอียด บ้าน (ร้าน) อยู่ตลาดท่าช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช


เรื่องที่ 5 ตาแพ พ่อตาโต บ้านอยู่เชคหัวงานหนองปลาดุก

ตอนนี้นำ 2 เรื่องมารวมกันเลย นายแพเป็นพ่อของนายโต ทั้ง 2 คนพ่อลูก เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ นายแพรู้ว่าหลวงพ่อมีตำราทางดูดวง ดูเลขหวย ท่านเรียนรู้ไว้มาก เขาทำเป็นมากราบขอวิชา สมัยการพนันแทงถั่วโป, ไฮโล ออกเลขหวยก็มีอยู่แล้ว โดยมากคนจีนในตลาด พ่อ (เตี่ย) และลูกของเขา เคยอยู่เมืองจีน เขาเจริญมาก่อน นายแพได้มาขอศึกษาตำรา การเล่นโป (การพนันชนิดหนึ่ง) จากหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่สอน ได้แต่ให้ขอยืมตำราไปศึกษาเอา ในตำรากล่าวถึงทิศที่จะนั่ง, เวลาขณะเล่น (แทง) การนั่งต้องนั่งทิศเสือ ให้เจ้ามืออยู่ทิศหนู นายแพพอได้ที่นั่งทิศเสือ เจ้ามือนั่ง ทิศหนู เขาก็เริ่มแทง เขาแทงถูกได้อย่างไรตั้ง 4 ครั้ง พอเขาเกิดความไม่มั่นใจ พอแทงครั้งที่ 5 เลยแทงไม่ถูกเฉย ๆ เขาเลยเลิกเลย ได้นำตำรามาคืนหลวงพ่อ นายโตลูกชายก็เป็นคนมีฐานะดี เมื่อไปขุดพลอยที่จันทบุรี ฐานะของเขาก็ดีมาก ประกอบกับก่อนไปเขาได้มาขอพรกับหลวงพ่อ วันหนึ่งเขาคิดถึงหลวงพ่อ อยากให้หลวงพ่อไปเที่ยวที่จันทบุรี เขาเลยนิมนต์หลวงพ่อไปฉันเช้าที่บ้านเขา หลวงพ่อไปบ้านนายโตก่อนมืด คือ ไปค้างบ้านนายโต ตอนนั้นนายโตได้นิมนต์พระครูพิมพ์ วัดสนามชัยไปด้วย พอคนสรรคบุรีรู้ว่าหลวงพ่อมาบ้านนายโต ศิษย์และผู้เคารพนับถือ ก็มาขอของดีกัน จากเย็นยั้นมืดเลย 3-4 ทุ่ม ศิษย์จึงกลับที่พัก มีเสี่ยคนหนึ่งมากราบหลวงพ่อ แต่ไม่ยอมกลับ ได้เข้ามากราบด้วยความเคารพ เขาทราบว่า ศิษย์ของหลวงพ่อหลายคนยิงไม่ออก, ออกไม่ถูก, ถูกก็ไม่เข้า เขาเข้ามากราบมาขอของดีจากหลวงพ่อ หลวงพ่อได้เมตตามอบมีดหมอให้ไป 1 เล่มเหรียญรุ่น 1 ตะกรุด, แหวนแขน เมื่อแขกกลับกันหมด หลวงพ่อก็อยู่คุยกับศิษย์คือ พระครูพิมพ์ อาจารย์สมาน ก็ไปด้วย หมอเฉลียวก็ไป อาจารย์สมานขัดใจ (คับข้องใจ) ได้ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อให้ของเขาไปได้อย่างไร ตั้งหลายอย่างเสียดาย เดี๋ยวมันจะไม่รู้ค่า เอาไปทิ้งไว้เฉย ๆ เขาเป็นคนญวน (เวียตนาม หรือแกว) เขาเป็น ส.ส.เขาชื่อธวัชชัย อนัมพงศ์ หลวงพ่อตอบว่ากูรู้ (เขาไม่ได้ทำบุญ ค่าวัตถุมงคลเลย) แล้วท่านก็พูดว่า คืนนี้กูจะดังใหญ่ คืนนั้นท่านไม่ได้จำวัด (นอน) ได้ถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ ให้พระครูพิมพ์ รุ่งเช้า อาจารย์สมานตื่นก่อน ได้นิมนต์ให้หลวงพ่อสรงน้ำ พอสรงน้ำเสร็จ อาจารย์สมาน (ช่างสมาน) ได้ถามหลวงพ่อว่า ไหนเมื่อคืนหลวงพ่อบอกว่า คืนนี้กูจะดังใหญ่ ไม่เห็นจะมีอะไรดังเลย หลวงพ่อพูดว่า เสี่ยวัช (ธวัชชัย) มันเอาของ ๆ กูไปลองยิงทีละนัด ๆ ยิงทุกอย่างที่ให้ไป ยิงด้วยปืนเอ็ม 16 ลูกปืนมันด้าน มันก็ไม่มีเสียงดัง มึงเลยไม่ได้ยิน (หลับ) แต่เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวมึงก็รู้เอง ว่าดังยังไง ก่อน 2 โมงเช้า ก่อนฉันเช้า คนมาบ้านนายโต เอาปิ่นโตมาทำบุญร่วมกับนายโต คนเต็มบ้านเลย เสี่ยธวัชก็เอาปิ่นโตมาร่วมทำบุญ เขาขอทางเข้ามากราบหลวงพ่อ หยิบเงินมาถวายหลวงพ่อแบงค์สีแดง 2 ปึก พร้อมกับรับสารภาพขอขมากับหลวงพ่อเรื่องเอาปืนเอ็ม 16 ยิงวัตถุมงคลของหลวงพ่อ คนก็มาก เสี่ยธวัชชัยเล่าเอง เอาของมาอวดด้วย ในสมัยนั้นเสี่ยธวัชชัย เขาดังคับที่ ถ้าเป็นจระเข้ก็ใหญ่คับหนอง พอเขากลับไป คนที่มาทำบุญก็ร้องขอ ร้องขอบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อ เช่าไปแล้วฉันเสร็จแล้ว ผู้คนก็มาอีก วัตถุมงคลที่เอาติดตัวไปหลายถุงหมดเลย ภายหลังเสี่ยธวัชชัยเขาจะนำเหรียญ 1 เลี่ยมทองติดตัวตลอดเวลา เขานับถือคริสต์ นับถือพระเยซู เขาขอสร้างโบสถ์ให้หลวงพ่อ แต่ขอรูปทรงเป็นแบบคริสเตียน (ขาว ๆ โปร่ง ๆ เรียบ ๆ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา ไม่ประดับกระเบื้องสี) หลวงพ่อไม่อนุญาต ได้พูดอนุโมทนาให้พร แต่ไม่อนุญาตให้สร้าง ท่านพูดว่าท่านไม่ใช่พระขายตัว เสี่ยธวัชชัยได้เดินทางมากราบหลวงพ่ออีกหลายครั้ง แม้หลวงพ่อมรณภาพแล้วเขาก็มา เคยมาค้างบ้าน ร.ต.ต.หนูสิน เวชคง คนหัวเด่น สน.สรรคบุรี กลางคืนก็ไม่นอน ไปส่องนก (ยิงนกยาง) ตอนที่หลวงพ่อไปจันทบุรี บ่ายมากแล้ว อยู่ ๆ ท่านก็หยุด ศิษย์ก็ไม่พูดอะไร ท่านก็ไม่พูด แต่พอมาถึงบ้านนายโต ท่านถามว่า (ถามอาจารย์สมาน, หมอเฉลียว เดชมา) ถามว่าตอนที่กูหยุดระหว่างทาง พวกมึงไม่เห็นเพชรหรือ 2 คนตอบว่าไม่เห็น ท่านพูดว่า กูก็เป็นพระพูดอะไรไม่ได้ มันเป็นทรัพย์แผ่นดิน ตอนจะกลับจากบ้านนายโต ศิษย์ทราบว่าหลวงพ่อเคยใช้พลอยเสกเล็ก ๆ ผสมทำพระ ทางศิษย์ได้ถวายพลอยเม็ดเล็ก ๆ ท่านมา รวม ๆ ได้ 1 ขวดโหล (ดองมะนาว) ได้ ปีที่ท่านสร้างเหรียญรุ่น 1 พ.ศ. 2506 มีศิษย์มาจากโคราช นำผ้าป่ามาทอดที่วัด มาเอง เรี่ยไรกันมา (บอกบุญ) นำมาทอดที่วัด เอารถกระบะมา โดยการนำของนายชิต กลับหอม, นายสมร ขอเหนียวกลาง, นายแอ๊ด พยัคเดช, นายชา เพชรดี, นายเอี่ยง แซ่จึง คนกลุ่มนี้รู้จักกับศิษย์ของหลวงพ่ออยู่แล้ว 2 คน คือ พระโชน เทียนจัน (คนหัวเด่น), นายแกร่ง ลูกยายแม้น ตากร่าง บ้านอยู่ติดกันกับนายโชน (ภายหลังบวช) นายแกร่งกับนายโชนเป็นคนดูแลผ้าป่าชุดนี้ เมื่อถวายผ้าป่าแล้ว หลวงพ่อดูแลแจกวัตถุมงคลมีเหรียญรุ่น 1, แหวนแขน, ตะกรุดฯ แต่ศิษย์ประทับในเหรียญรุ่น 1 มาก สวยและยันต์เต็มหลังเหรียญ ทำครั้งแรกด้วย นายชิต กลับหอม อดีตนายสถานีขนส่งนครราชสีมา (เก่า) เป็นหัวหน้านำมา เกิดอยากได้เหรียญของหลวงพ่อเอาไปบูชาอีก ได้ขอทำบุญเพิ่ม ขอเช่าเหรียญเพิ่มอีก 100 เหรียญ หลวงพ่อให้ทำบุญเหรียญละ 20 บาท เป็นเงิน 2,000 บาท (สองพัน) อาจารย์สมานได้เป็นคนนับเหรียญใส่ถุงให้ 100 เหรียญ ปรากฏว่ามีเหรียญเกินมา 3 เหรียญ หลวงตาสมานมองหน้าหลวงพ่อ หลวงพ่อตะหงึกหน้าอนุญาต ช่างสมานเลยแถมไป 3 เหรียญแล้วเดินทางออกจากวัด หาที่กินเหล้าสักหน่อย เพราะนานมากไม่เจอนายโชน และนายแกร่ง นายแกร่งกับนายโชนเป็นเจ้ามือเลี้ยงสุราอาหาร กินกันที่ศาลาพักคนเดินทาง ทางเข้าวัดห้วยเจริญสุข (ขึ้นกับบางระจัน) เขตติดต่อกัน เมื่อคณะผ้าป่าไปพ้นวัดแล้ว หลวงตาสมานและหมอเฉลียว ไม่อยากให้ใครมาเช่าวัตถุมงคลเอาไปมาก ๆ อยากให้แบ่ง ๆ กันใช้ หลวงพ่อก็คิดแบบนั้น แต่สักพักท่านก็พูดว่า วันนี้กูจะดังใหญ่ ศิษย์ก็ไม่เข้าใจ ทางโคราชกินเหล้าเก่ง แต่เจ้าภาพเงินน้อย นายสมร ขอเหนียวกลาง เคือง (โมโห) ลูกพี่ ได้ต่อว่า ของที่หลวงพ่อให้มาก็มาก พอแบ่งกันแล้ว นายชิต (พี่ชิต) ก็จะเช่าเอาไปทำไมนักหนา แล้วเป็นยังไง เหล้าไม่มีแล้ว เงินก็หมดเหลือแต่แค่เติมน้ำมัน นายชิตโดนลูกน้อง (นายสมร) ต่อว่าก็โกรธเลือดขึ้นหน้า ได้พลั้งปากพูดว่า เหรียญหลวงพ่อกวย ไม่ใช่เหรียญธรรมดา หลวงพ่อกวยก็ไม่ใช่พระธรรมดา มึงพูดแบบนี้ มึงชักปืนออกมาเลย แล้วนายชิดก็อุ้มถุงเหรียญประคองไว้ที่อก กำลังเมาด้วย นายสมรก็เมา นายชิตพูดว่า ถ้ามึงยิงเหรียญหลวงพ่อกวยออก กูจะยอมมึงทุกอย่าง ยกให้เป็นลูกพี่ นายสมรไม่กล้ายิง นายชิตพูดว่า ถ้ามึงไม่ยิง กูจะยิงเอง มึงอุ้มเหรียญเอาไว้ นายสมรก็ไม่กล้าอุ้มถุงเหรียญให้นายชิตยิง ตกลงนายชิตเป็นคนยิง ยิงไปยิงมา ยิงจนหมดลูก 6 นัด ไม่ออกเลยสักนัดเดียว เรื่องก็สงบหายเมา กลับโคราช ไปถึงโคราชได้ไม่นาน ข่าวว่าเหรียญหลวงพ่อกวยยิงไม่ออก เขาก็มาขอทำบุญเอาไปเกือบหมด เลยต้องมาขอทำบุญกันเลื่อย ๆ โดยทอดผ้าป่ามา เขียนจดหมายมาบอกก่อน เหตุการณ์รู้กันทั้งบางระจัน, สรรบุรี, ชัยนาท มีคนมาทำบุญเช่า มากันมาก แต่หลวงพ่อไม่ให้เช่าไปแบ่งกันแบบมาก ๆ อีกคงบูชาได้แค่ฝากลูกชาย ได้ไปคนละ 1-2 เหรียญเท่านี้ ภายหลังเหรียญรุ่น 1 นี้โด่งดังไปทั่วท้องทุ่งสรรคบุรี ผู้ใหญ่ขิง น้ำจันทร์เคยขออนุญาตหลวงพ่อ ขอนำเหรียญไปประกวด (ยิง) อยากจะรู้ว่าของ ๆ หลวงพ่อองค์ไหน จะต้านลูกปืนได้ ผลคือคนที่นำพระมาลองที่ดงเทพรัตน์ เกือบ 10 คน แต่มีรถกระบะขับมา คนเป็น 100 คน คนท้องที่ก็เป็น 100 คน ได้นำเหรียญนำพระ แต่ละอาจารย์ของตัวเอง นำมา 5-10 องค์ต่อคน นายขิง ยิ้มจันทร์เอาเหรียญรุ่น 1 ไปทดลองยิง เพียงเหรียญเดียว หลวงพ่อสั่งว่า ถ้าเหรียญรุ่น 1 ของกูยิงออก มึงไม่ต้องมานับถือกู กูก็จะทิ้งวัดไป อายเขา มีการนำเหรียญ 1 นี้ไปลองยิง ถึง 3 ครั้ง ของอาจารย์องค์อื่นยิงออก, ออกไม่ถูก แต่ของหลวงพ่อจะยิงกี่นัดก็ไม่ออก หลวงพ่อจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ตั้งแต่นั้นมา


ที่มา : เฒ่า สุพรรณ(หลวงพ่อ กวย)