
ผู้เขียนจะเขียนแบบเป็นเรื่อง ๆ ให้อ่านสักครั้ง จะพยายามรวบรวมอภินิหารย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวบรวมได้เก่าใหม่บ้าง เขียนจากบันทึกจากไดอารี่บ้าง เรื่องเก่าบ้าง ที่พยายามเขียนให้อ่าน ใจหนึ่งก็คิดว่า เรื่องของหลวงพ่อยังไม่สมบูรณ์ประกอบกับเวลาของผู้เขียน ก็เหลือน้อยเต็มที แต่อยากตอบแทนบุญคุณหลวงพ่อ ไปได้เพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น อันนี้ผู้เขียนคิดว่า ผู้เขียนติดค้างบุญคุณท่าน ในสมุดไดอารี่อาจมีเรื่องอภินิหารย์ของหลวงพ่อ, หลวงปู่ ที่เป็นศิษย์สายเดียวกัน นำมาลงประกอบเรื่องให้สมบูรณ์ที่สุด บันทึกเขียนจากหัวใจ (วัตถุมงคล คงต้องหยุดสร้างสักระยะ เพราะโควิด-19 ระบาด เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนตกงานไม่มีเงิน ผู้เขียนก็ไม่พร้อมจะสร้างวัตถุมงคลแจกไปกับซองผ้าป่า เกรงใจเขา คงต้องทอดผ้าป่ากองเล็ก ๆ สัก 20 คนพอ เพราะวัตถุมงคลที่จะแจกก็แทบไม่มี ที่สำคัญคือเศรษฐกิจและโควิด-19 เขาว่าประเทศจะฟื้นตัวได้ อาจใช้เวลาตั้ง 4-6 ปี และโควิด-19 ตัวใหม่ก็อาจจะเกิดมาอีก เรียนให้ทราบด้วยความเคารพ (8 ม.ค. 64))
ต่อไปจะขอเริ่มเรื่องบันทึกเอาไว้ อาจมีคำกลอน, คำสอน, ยาสมุนไพร ที่ดีเลิศบันทึกไว้ให้ ระยะนี้ผู้เขียนไม่ค่อยได้ทำอะไร เคยทำมามาก เลยพอมีเวลาเขียนเล่าเรื่อง ถ้าทำได้ อยากเขียนเผยแผ่อภินิหารย์ของหลวงพ่อ จนตัวตายหรือไปไม่ไหว อายุหลวงพ่อ 74 ปี มรณภาพ ผู้เขียนตอนนี้ 67 ปี สังขารเริ่มไม่ดีนัก แต่จิตใจยังคงกล้าหาญอยู่ อายุของผู้เขียน ขอให้ใกล้ ๆ อายุหลวงพ่อ คือ 70 ปีเศษ ก็พอตายแล้ว ว่าจะไปอยู่กับท่านที่วิหาร วันใดวันหนึ่งหลวงพ่อกลับมาเกิดเมื่อไร ค่อยเกิดตามท่านมา ถ้าบุญมีน้อยขอให้เกิดเป็นหมา เฝ้าวัดอยู่กับหลวงพ่อก็เอา ขอเริ่มเรื่องเลยน๊ะ
เรื่องที่ 1 ออกมาจากรูปหล่อบูชา 5 นิ้ว รุ่นแรก เจ้าของเรื่องชื่อนายปิ่น นาเอก บ้านอยู่สามเอก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนไปขอเช่าบูชารูปหล่อบูชารุ่นแรก หลวงพ่อถามว่า มึงจะเอาไปทำไมหรือ รูปหล่อของกู นายปิ่นตอบว่า จะบูชาด้วยธูปและเทียนพร้อมสวดมนต์ทุก ๆ คืน หลวงพ่อมรณภาพมาหลายปี นายปิ่นก็ยังคงสวดมนต์ทุก ๆ คืน ด้วยธูปและเทียน วันหนึ่งธูปหมดต้องไปซื้อธูปที่ร้านค้าไกลบ้าน สงสารหลานเลย บูชารูปหล่อของท่านด้วยเทียนอย่างเดียว ขณะสวดมนต์อยู่หลวงพ่อได้ออกมาจากรูปหล่อ แล้วตีนายปิ่นด้วยหวาย นายปิ่นร้องสุดเสียง ร้องว่าผมกลัวแล้วหลวงพ่อ ผมผิดเอง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ พร้อมคนข้างบ้านได้มาดู เห็นแต่นายปิ่นร้องดิ้นไปมา พอหลวงพ่อหายเข้าไปในรูปหล่อ ลูกหลานมาดู มีรอยโดนตีหลายรอย แดง เป็นทาง ได้เอายาหม่องทาและให้หลานไปซื้อธูปที่ร้านค้า มาจุดบูชาหลวงพ่อ เขาไม่โกรธหลวงพ่อเลย ดีใจที่หลวงพ่อ ไม่ลืมตน ปัจจุบันนายปิ่น บวชเป็นพระเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสามเอก (วัดอดีตเจ้าอาวาสพระครูปลัดฝุ่นหรืออาจารย์เตี้ย)
เรื่องที่ 2 เป็นคำบันทึก เป็นคำพูดของหลวงตามหาบัว ท่านพูดว่า มนุษย์และสัตว์มีจิตปรุงแต่งมาแต่เกิด คือ ติดตัวมาเลย (จิตประภัสสร) เด็กที่เกิดมาไม่ได้เปรียบเหมือนผ้าขาว แต่เป็นผ้าลาย มีกรรมมาแต่กำเนิด (เกิด) จิตปรุงแต่งคือ จิตที่มีกิเลส ติดตัวมาเลย คนเราที่เกิดมารวย, สวย มีตำแหน่ง หน้าที่ดีงาม ไม่ใช่นึกจะเกิดก็เกิด แต่ที่เกิดมาต่างกัน เพราะกรรม (การกระทำ) แต่ชาติก่อน ๆ พระมหาพูดว่า จิตเด็กที่เกิดมา เปรียบเหมือนผ้าขาว อันนี้ผิด นกกาเหว่า มีนิสัยขี้โกงไปไข่ให้แม่กาฟัก (เลี้ยง) โดยเขี่ยไข่เอาไว้แค่ 2 ใบ ของตัวเอง 1 ใบ ของแม่กา 1 ใบ แม่กาก็งงอยู่เหมือนกัน ครั้นจะเขี่ยไข่ทิ้งให้เหลือ 1 ใบก็กลัวจะเขี่ยผิดใบ เมื่อลูกกาเหว่าฟักออกมาเป็นตัว ขนยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ลูกกาเหว่าก็ใช้เท้าเขี่ยลูกกาจนตกรังตาย คือมีนิสัยเป็นฆาตกรมาแต่เกิด เรื่องจิตประภัสสรนี้หลวงตามหาบัวได้โต้เถียงกับอาจารย์มั่น ยั้นสว่าง (ตั้งแต่หัวค่ำ) จึงเข้าใจ
หลวงพ่อกวย ท่านเคยพูดไว้กับผู้เขียน ท่านพูดว่า มนุษย์เกิดมาจากเหตุแห่งกรรมเก่า ที่เกิดมาสวย, รวย, สูง, ต่ำ, ดำ, ขาว ล้วนแต่มีเหตุของกรรมเก่า จึงเกิดมา พิการก็เช่นกัน ผู้เขียนเคยเจอวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนหนึ่งขาเสีย 1 ข้าง (ลีบ) ผู้เขียนอยากรู้ว่า เขาทำกรรมอะไรไว้ จึงขาพิการ 1 ข้าง วันหนึ่งเขารับ พระไปส่งวัด คือรับจ้าง (พระจ้าง) เขาขี่รถรับจ้างที่ตลาดนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช ขณะพระขึ้นรถ วินมอเตอร์ไซค์พิการคนนี้ได้กำชับให้พระนั่งให้ดี ๆ ให้ระวังจีวร จะปลิวเข้าไปที่ล้อหลังของรถ ถ้าจีวรปลิวเข้าไปที่ล้อ จะทำให้รถล้มและอันตราย เขาพูดกับพระ 2-3 ครั้ง พระก็ไม่ระวังตัว ยังคงนั่งแบบสบาย ๆ สักพักจีวรของพระได้ปลิวเข้าไปที่ล้อรถด้านล้อหลัง ดึงจีวรและพระหงายท้องลงไป รถก็คว่ำ กลิ้งไปคนละทาง 2 ทาง เจ็บและจุกด้วย วินมอเตอร์ไซค์ โมโหสุดขีด ได้ลุกขึ้นมาเตะพระองค์นั้น เตะด้วยเท้าข้างพิการ เตะแบบไม่เลี้ยง คนก็มาก ผู้เขียนมาคิดดู เขาคงไม่ได้ทำแบบนี้แต่ชาตินี้ ชาติก่อนเขาก็คงทำไว้ ขาเขาถึงพิการ 1 ข้าง บางคนเกิดมาตาบอด, แขนไม่มี, ขาไม่มี, ล้วนแต่เกิดจากกรรมเก่าทั้งสิ้น ผู้เขียนได้เคยถามหลวงพ่อ ถึงเรื่องพิการ ท่านตอบว่าเป็นกรรมเก่าที่เคยทำไว้ โดยเฉพาะคนที่ทำเป็นอาชีพ เช่น ทุบปลาขาย, เชือดไก่, เชือดวัว, ควายขาย ทำเป็นอาชีพแทบทุก ๆ วัน ผู้เขียนเคยทำกรรมไม่ดีไว้ หลายครั้ง เคยตีผึ้ง (ปล้น, เผาบ้านเขา เอาทรัพย์สมบัติของเขา) นึกได้ว่าทำผิดกับเขาไว้อย่างหนัก ได้ทำบุญให้เขา กรวดน้ำให้เขา แทบทุกคืน คิดว่าวันหนึ่งไฟจะต้องไหม้บ้านของผู้เขียน ได้อุทิศส่วนบุญให้ตลอด ขอโทษเขาอายุประมาณ 60 ปี ไฟได้ไหม้บ้านผู้เขียน กลางวันแสก ๆ เลย อีกครั้งได้ไหม้ที่บ้านเช่า (ซื้อไว้) ที่ดอนเมือง ไหม้กลางวันพอดี (เสาร์หยุดงาน) ดับได้ทัน ไหม้เซฟทีคัท ได้ขอโทษเขา ที่เขามาแค่เตือน ไฟไหม้บ้านนี้ น่ากลัวมาก แทบจะไม่เหลืออะไรเลย ผู้เขียนกลัวมาก กลัวขนาดไม่ยากเกิด กลัวเกิดมาตาบอด, แขน, ขาไม่มีฯ
เรื่องที่ 3 รูปถ่ายคล้องคอก่อนรุ่นแรก (รูปหลังสิงห์) หลวงพ่อได้ทำรูปถ่ายคล้องคอก่อนรุ่นแรกไว้ 1 รุ่น คนตั้งชื่อรุ่นมันกวนประสาท ตอนนั้นหลวงพ่อได้ถ่ายรูปไว้ ยังหนุ่มอยู่ รูปร่างคล้าย ๆ อาจารย์สำรวย อดีตเจ้าอาวาส ความเดิมคือ ท่านถ่ายรูปคู่กับพระเพื่อนของท่าน พระองค์นั้นชื่อ อาจารย์เที่ยง ได้ถ่ายคู่กันไว้ที่ผนังโบสถ์ ด้านหน้า ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก หลวงพ่อได้เป็นอาจารย์สักตั้งแต่หนุ่มอายุประมาณ 30 ปีเศษ ศิษย์บางคนอยากได้รูปของหลวงพ่อเอาไว้คล้องคอ ท่านเลยให้คุณหมอเฉลียว เดชมา (หมอฉีดยา หมอตีนเปล่า) ไปจัดทำ โดยหมอเฉลียวได้ตัดต่อ ตัดรูปอาจารย์เที่ยงออก แล้วน้ำไปให้ทางร้านอัดก๊อปปี้เป็นขนาดคล้องคอ เป็นรูปค่อนองค์ เลี่ยมพลาสติกก็มี อัดกระจกก็มีจารด้านหลัง เป็นยันต์พระเจ้า 5 พระองค์ (ยันต์หลังพระปรกโพธิ์ 9 ใบ บางคนเรียกว่ายันต์ ตุ๊กตา) แต่ยังจารไม่เข้าร่อง เข้ารอย ไม่มาตรฐาน (การวางอักขระ) จารด้วยปากกาบิ๊ค รูปรุ่นนี้ศิษย์สักรุ่นแรก ๆ จะได้รุ่นนี้ไป ศิษย์รุ่นที่ 3 (ศิษย์สัก) จะได้รูปหลังสิงห์ไป คนที่ดำเนินการทำ คือ หมอเฉลียว เดชมา รูปก่อนรุ่นแรกนี้ ตอนจะหมด หมอเฉลียว เดชมา ได้นำรูป 2 แบบนี้มาหันหลังชนกันเลี่ยมไว้ ทำไว้ 9 รูป รูปหลังสิงห์สร้าง พ.ศ. 2500 ปีนั้นหลวงพ่อโม วัดจันทนารามก็ทำขึ้น โดยช่างคนเดียวกัน หลวงพ่อโม, หลวงพ่อนั่งบนอาสนะพรม แต่รูปหลวงพ่อโมไม่ได้ใช้ไฟส่องที่ศีรษะของหลวงพ่อใช้ไฟส่อง รูปเลยสว่างออกมาสวยงาม รูปหลังสิงห์จึงเป็นรูปที่อำมตะ และแปลกมาก รูปหลังสิงห์นี้บางคนใช้อยู่ ไม่ชำรุด ไม่จืดจาง, น้ำไม่เข้า ดุจมีเทวดารักษา อภินิหารย์ของรูปหลังสิงห์มีมาก ถ้าไม่เกเร จะยิงไม่ออกเลย ถ้าเกเรอาจออกบ้าง แต่ไม่เข้า แม้ทวารเปิด (กินข้าว, ปัสสาวะ, อุจจาระ, พูดคุย ขณะโดนยิง)
ควรบันทึกอภินิหารย์ไว้ ศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่งชื่อแพร เป็นคนชัยนาท แต่ไปมีครอบครัวที่กำแพงเพชร คนกำแพงเพชร เป็นคนดุ นายแพรนั่งกินข้าวเย็น (มื้อเย็น) อยู่จะมืด โดนยิงขณะนั่งกินข้าว โดนยิงด้วยปืนลูกโดด ลูกซองยาวเม็ดเดียว (ล้มช้างได้) ยิงนายแพร ลูกปืนยิงออก ถูกนายแพรตรงรูหูเลย แต่บี้แบนไม่เข้าไปในรูหู เขาหัวทิ่มโดนตะเกียงดับเลย พอได้สติก็เข้ามาหลบอยู่ในบ้าน สำรวจดู ดูแล้วไม่เข้า เลือดไม่ออก แต่ตะกั่วบี้คารูหูเลย ความดีใจ (เขาคล้องรูปหลังสิงห์และสักด้วย) เขาขี่รถกระบะมากราบขอบคุณหลวงพ่อในกลางดึก จากกำแพงเพชร มาถึงวัดประมาณตี 2 ได้ หลวงพ่อเลยช่วยแงะให้ และนอนที่วัดกินข้าวเช้า แล้วค่อยลากลับ เช่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อไปอีก อีกคนหนึ่งเป็นคนบ้านแค โดนยิงในวงข้าวมื้อเย็น หัวทิ่มตะเกียงดับเลย เรื่องคล้ายกันเลย เขามีลูกชายชื่อแป๊ะ มาได้เมีย (ภรรยา) ที่บ้านผู้เขียน มีเขยเปิดอู่ซ่อมรถยนต์ ชื่อ อู่ช่างวุฒิ อีกคนชื่อขาว เป็นรุ่นน้า เป็นคนไม่ไกลจากบ้านผู้เขียน (บ้านท่าสะตือ) เขาคล้องรูปหลังสิงห์ ผู้เขียนเคยให้ราคาเขา ให้ราคาแบบประมูลเลย คือ 1 หมื่น, 2 หมื่น, ถึง 7 หมื่น เขาไม่ออกมีคนเล่าว่า นายขาวเป็นเสือเก่าลูกน้องอาจารย์ฝ้าย (เสือฝ้าย) เคยโดนยิงหลายครั้ง ไม่เคยออกเลย ที่ออกก็ไม่ถูก แม้เมาอยู่ ซื้อเหล้าแลกกับรูป เขาไม่เคยขาดสติเลยไม่ออกไม่แบ่ง ยั้นตาย
รูปหลังสิงห์นี้ ผู้เขียนเคยใช้ บูชาอยู่ ตอนเป็นเด็กวัด 4 ปี พักที่จวนวัดด่านสำโรง สมุทรปราการ ผู้เขียนได้จากพ่อเป็นพระในบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นไหน พ่อก็ไม่รู้ มารู้ตอนจะจากมา เพื่อนพักวัดด้วยกันเขาขอไว้ เลยให้เขาไป เขาชื่อสัญญา เทียมเมือง ทราบว่าบวชวัดธรรมกายสายจังหวัดโคราช ชื่อเสียงทางเกเร หนังเหนียว ร่ำลำทั่วสำโรงเหนือ เจ้าของตลาดสดสร้างใหม่ ได้ติดต่อว่าจ้างให้ผู้เขียนไปคุมตลาดและเก็บสตางค์ค่าแผงลอย เก็บดอกเก็บต้น ตอนนั้นโรงเรียนมัธยมด่านสำโรงขาดครูสอนวิทยาศาสตร์ เขามีหนังสือมาหาและจ้างสอนได้เงินเดือน 940 บาท แต่ทางตลาดสดจ้างผู้เขียนเป็นเงิน 3,000 บาท (สามพันบาท) ทางเวทีมวยสำโรงจ้างคุมวิคเก็บตั๋วครึ่งคืน เขาให้ 1,000 บาท (หนึ่งพัน) โดยมากมวยจะต่อยแค่เสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่เกรงว่าผู้เขียนจะตายก่อนวัยอันควร ได้ขอร้องให้กลับบ้าน ถ้าผู้เขียนรับทำงานเป็นเจ้าพ่อป่านนี้ คงตายไปแล้ว เพราะศัตรูนั้นต้องมีมากแน่นอน และผู้เขียนไม่ค่อยจะเห็นเงินเป็นใหญ่ ผมชอบความสงบ เรียบง่ายเลยกลับบ้าน รูปหลังสิงห์นี้นายอุดม อ่อนสะอาด เคยทำงานชลประทาน เคยแจวเรือจ้าง (รับคนข้ามฟาก) ครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังวิดน้ำออกจากเรือ เขาเห็นปลาตัวหนึ่งว่ายสวนน้ำ (บ้านของผู้เขียน อยู่ตรงปากน้ำ มีแม่น้ำ 2 สายไหลมาจบกัน คือแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำจระเข้) ปลานั้นตัวขนาดปลาสร้อย สีค่อนข้างดำ ขณะเขาวิดน้ำออกจากเรือ ก็ดูปลาตัวนั้นไปด้วย ว่ายมาไกลตก 10 เมตร- 20 เมตร แล้วก็มาหยุดตรงเรือ เขาเลยเอามือหยิบขึ้นมา ปรากฏว่าเป็นรูปถ่ายหลังสิงห์ของหลวงพ่อกวย นายอุดมเป็นคนชอบจำหน่ายพระ ผู้เขียนได้ไปขอแบ่งเขา แบบนิสัยไม่ดี โดยเขาก็ไม่รู้ว่า เป็นหลวงพ่ออะไร ผู้เขียนก็แกล้งไม่รู้เช่นกัน ตกลงราคากันที่ 600 บาท (เงินเดือน 1,200 บาท (พันสองร้อยบาท)) ผู้เขียนเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีแต่รูปก๊อป เสกอย่างดี ถ้าใครต้องการก็สอดซองจ่าหน้า ติดแสตมป์ ขอฟรีได้ ถ้าอยากได้ขนาดบูชา หน้าร้าน 24 นิ้ว ให้ติดต่อทำบุญที่อาจารย์นักรบ สุโขทัย รูปรุ่นนี้เก่ง คนที่พอมีสตางค์ควรหาไว้ แต่ชั่วโมงนี้ 6 มกราคม 2564 ระงับไว้ก่อน โควิด-19 ไม่ควรใช้เงิน ตอนใช้อยู่ 4 ปี เป็นเด็กวัด เกเร, ดื้อ (เกเงียบ) เคยโดนยิง, แทง, ฟันด้วยขวาน 1 ครั้ง ไม่เข้า กะโหลกอักเสบ โนขึ้นมาประมาณ 1 เซนติเมตร ถ้าชอบพอกันมาบ้าน มาขอคลำหัวดูได้ นายไกร คำแผง (ตุ่น) ที่โดนฟันด้วยขวาน บ้านเขาอยู่ต้นสะพาน (เชิง) วัดปากน้ำ ห่างกันแค่ 200 เมตร ถ้าอยากคลำหัวเขาดูก็ได้ เขาเคยคล้อง สมเด็จหลังรูปพิมพ์ใหญ่ เนื้อกระดูกผี สมมุติยุติเรื่องรูปก่อนรุ่นแรก และรูปรุ่นแรก (หลังสิงห์) แต่เท่านี้
ที่มา : เฒ่า สุพรรณ(หลวงพ่อ กวย)

